Opens in a new tab

294/1 Asia Building (11th Floor), Phyathai, Bangkok

การรักษาหูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก: เลือกวิธีที่เหมาะกับคุณ

หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก ต่างกันอย่างไร

หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุกเป็นโรคผิวหนังจากเชื้อไวรัสที่รักษาให้รอยโรคหายได้ แต่เป็นเชื้อคนละชนิดกัน วิธีรักษาที่เหมาะจึงต่างกันด้วย แพทย์จะตรวจยืนยันชนิดของรอยโรคก่อนแนะนำวิธีรักษาเสมอ

หัวข้อเปรียบเทียบ หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก
เชื้อก่อโรค ไวรัส HPV (ส่วนใหญ่สายพันธุ์ 6 และ 11) ไวรัส Molluscum contagiosum (กลุ่ม Poxvirus)
ลักษณะ ติ่งเนื้อสีเนื้อหรือชมพู ผิวขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำหรือหงอนไก่ อาจขึ้นเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ตุ่มนูนกลม ผิวเรียบเป็นมันคล้ายเม็ดข้าวสุก มักมีรอยบุ๋มตรงกลาง ขนาด 2–5 มม.
ตำแหน่งที่พบบ่อย อวัยวะเพศ รอบทวารหนัก ขาหนีบ ในผู้ใหญ่พบที่อวัยวะเพศ หัวหน่าว ต้นขาด้านใน ในเด็กพบได้ทั่วตัว
การติดต่อ เพศสัมพันธ์และการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ การสัมผัสผิวหนังโดยตรง เพศสัมพันธ์ และของใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว
หายเองได้ไหม บางรายหายเองได้ แต่มักใช้เวลานานและอาจลุกลาม จึงแนะนำให้รักษา มักหายเองใน 6–12 เดือน (บางรายนานถึง 2–4 ปี) แต่การรักษาช่วยลดการแพร่เชื้อและการกระจายตัว

ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ไม่ควรแกะ เกา หรือรักษาด้วยตนเองด้วยยากัดหูดที่ซื้อเอง เพราะอาจทำให้เชื้อกระจาย เกิดแผลหรือแผลเป็นบริเวณผิวบอบบาง

 

4 วิธีรักษาที่คลินิก

วิธีรักษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาทาที่ค่อย ๆ ทำให้รอยโรคหลุด (ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ไม่ต้องฉีดยาชา) และหัตถการที่กำจัดรอยโรคออกในครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง (เห็นผลเร็ว แต่ต้องดูแลแผล)

1. ยาทา Aldara (Imiquimod 5% cream)

ยากระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ให้ร่างกายกำจัดเชื้อ HPV เอง คนไข้ทาเองที่บ้าน

  • เหมาะกับ: หูดหงอนไก่ภายนอกขนาดเล็กถึงปานกลาง ผู้ที่กลัวเข็มหรือไม่สะดวกมาคลินิกบ่อย
  • วิธีใช้: ทาบาง ๆ ก่อนนอน สัปดาห์ละ 3 ครั้ง (เช่น จันทร์–พุธ–ศุกร์) ล้างออกด้วยสบู่และน้ำหลังทา 6–10 ชั่วโมง ใช้ต่อเนื่องได้นานสุด 16 สัปดาห์ตามที่แพทย์นัดติดตาม
  • ข้อดี: ไม่เจ็บระหว่างรักษา ทำเองที่บ้านได้ โอกาสกลับเป็นซ้ำค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับวิธีอื่น เพราะร่างกายสร้างภูมิต่อเชื้อเอง
  • ข้อจำกัด: เห็นผลช้า มักเริ่มเห็นผลใน 4–8 สัปดาห์ ผิวบริเวณที่ทาจะแดง แสบ หรือถลอกได้ ไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ไม่ใช้ภายในช่องคลอด ปากมดลูก หรือทวารหนัก และตัวครีมอาจทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อม
  • สำหรับหูดข้าวสุก: ไม่แนะนำเป็นทางเลือกหลัก เพราะการศึกษาพบว่าได้ผลไม่ชัดเจน

2. การทากรด TCA และ Podophyllin

แพทย์ทายาเฉพาะจุดที่คลินิก ยาจะทำลายเนื้อเยื่อหูดให้แห้งและหลุดออกภายในไม่กี่วัน

  • เหมาะกับ: หูดหงอนไก่ขนาดเล็ก จำนวนไม่มาก โดยเฉพาะบริเวณผิวชื้น
  • ขั้นตอน: แพทย์ทายาบนหูด ใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่ต้องฉีดยาชา นัดทาซ้ำทุก 1–2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ใช้ 3–6 ครั้ง
  • กรด TCA (Trichloroacetic acid): ออกฤทธิ์ทันที แสบเล็กน้อยขณะทา ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ และใช้กับหูดข้าวสุกบางกรณีได้
  • Podophyllin: ต้องล้างออกตามเวลาที่แพทย์กำหนด (ประมาณ 1–4 ชั่วโมง) ใช้ได้ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • ข้อดี: ราคาต่อครั้งไม่สูง ไม่ต้องฉีดยาชา ไม่มีแผลเปิดใหญ่
  • ข้อจำกัด: ต้องมาคลินิกหลายครั้ง อาจเกิดแผลถลอกหรือระคายเคืองรอบหูด ไม่เหมาะกับหูดก้อนใหญ่หรือจำนวนมาก

3. การจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

ใช้ความร้อนจากกระแสไฟฟ้าทำลายรอยโรคออกโดยตรง

  • เหมาะกับ: หูดหงอนไก่และหูดข้าวสุกที่จำนวนไม่มาก ขนาดเล็กถึงปานกลาง ผู้ที่ต้องการให้รอยโรคหายไปในครั้งเดียว
  • ขั้นตอน: ทายาชาหรือฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วจี้ทีละจุด ใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที ขึ้นกับจำนวน
  • ข้อดี: เห็นผลทันที ส่วนใหญ่จบใน 1 ครั้ง ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ตามดุลยพินิจแพทย์
  • ข้อจำกัด: แผลหายใน 1–3 สัปดาห์ ต้องดูแลแผลให้สะอาด อาจมีรอยแผลเป็นหรือรอยด่างได้หากจี้ลึกหรือจำนวนมาก

4. เลเซอร์ CO2 (CO2 laser)

ใช้ลำแสงเลเซอร์ระเหยเนื้อเยื่อหูดออกอย่างแม่นยำ ควบคุมความลึกได้ดี

  • เหมาะกับ: หูดจำนวนมาก ก้อนใหญ่ เป็นกลุ่มกว้าง อยู่ในตำแหน่งที่รักษายาก (เช่น รอบทวารหนัก ปลายท่อปัสสาวะ) หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย
  • ขั้นตอน: ฉีดยาชาเฉพาะที่ แพทย์ยิงเลเซอร์ทีละจุด ใช้เวลา 15–45 นาที ขึ้นกับขนาดพื้นที่
  • ข้อดี: เห็นผลทันที กำจัดได้ครบในครั้งเดียวแม้มีจำนวนมาก เลือดออกน้อย ทำลายผิวรอบข้างน้อยกว่าการจี้ไฟฟ้า ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ตามดุลยพินิจแพทย์
  • ข้อจำกัด: ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่น แผลหายใน 2–4 สัปดาห์ อาจมีรอยดำหรือรอยแผลเป็นชั่วคราว

 

การรักษาหูดหงอนไก่และหูดข้าวสุก: เลือกวิธีที่เหมาะกับคุณ

เปรียบเทียบ 4 วิธีรักษา

ยาทาเจ็บน้อยแต่ใช้เวลานาน ส่วนจี้ไฟฟ้าและเลเซอร์เห็นผลทันทีแต่ต้องดูแลแผลหลังทำ

วิธีการรักษา Aldara cream ทากรด TCA / Podophyllin จี้ไฟฟ้า CO2 laser
ใครเป็นผู้ทำ คนไข้ทาเองที่บ้าน แพทย์ทาที่คลินิก แพทย์ทำที่คลินิก แพทย์ทำที่คลินิก
จำนวนครั้ง ทาต่อเนื่อง 4–16 สัปดาห์ 3–6 ครั้ง ห่างกัน 1–2 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่ 1 ครั้ง
ความเร็วในการเห็นผล ช้า ปานกลาง ทันที ทันที
ยาชา ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้อง ต้อง
ความรู้สึก แสบ ระคายเคืองช่วงที่ทา แสบเล็กน้อยขณะทา ไม่เจ็บระหว่างทำ เจ็บแผลเล็กน้อยหลังทำ ไม่เจ็บระหว่างทำ เจ็บแผลเล็กน้อยหลังทำ
ระยะพักฟื้น ไม่มีแผลเปิด แผลถลอกเล็กน้อย 1–3 สัปดาห์ 2–4 สัปดาห์
เหมาะกับขนาด/จำนวน เล็ก–ปานกลาง เล็ก จำนวนน้อย เล็ก–ปานกลาง จำนวนไม่มาก ทุกขนาด รวมถึงจำนวนมาก
หูดข้าวสุก ไม่แนะนำ TCA ใช้ได้บางกรณี เหมาะ เหมาะ
หญิงตั้งครรภ์ ไม่ใช้ TCA ใช้ได้ / Podophyllin ห้ามใช้ ใช้ได้ตามดุลยพินิจแพทย์ ใช้ได้ตามดุลยพินิจแพทย์
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ [ใส่ราคา] [ใส่ราคาต่อครั้ง] [ใส่ราคา] [ใส่ราคา]

 

วิธีไหนเหมาะกับคุณ

เลือกจากสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับคุณที่สุด แล้วให้แพทย์ตรวจยืนยันอีกครั้ง หลายกรณีแพทย์อาจใช้ 2 วิธีร่วมกัน เช่น จี้หรือเลเซอร์ก่อน แล้วทา Aldara ต่อเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ

ถ้าคุณ… วิธีที่น่าพิจารณา
อยากให้หายเร็ว จบในครั้งเดียว จี้ไฟฟ้า หรือ CO2 laser
มีหูดจำนวนมาก ก้อนใหญ่ หรืออยู่รอบทวารหนัก CO2 laser
มีหูดหงอนไก่เล็ก ๆ ไม่กี่จุด และไม่อยากให้มีแผล ทากรด TCA / Podophyllin หรือ Aldara
กลัวเข็ม ไม่อยากฉีดยาชา Aldara หรือทากรด TCA / Podophyllin
ไม่สะดวกมาคลินิกบ่อย Aldara (ทาเองที่บ้าน) หรือจี้ไฟฟ้า / CO2 laser (จบในครั้งเดียว)
เคยรักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำ CO2 laser ร่วมกับ Aldara
เป็นหูดข้าวสุก จี้ไฟฟ้า หรือ CO2 laser
ตั้งครรภ์ หรือวางแผนตั้งครรภ์ ทากรด TCA, จี้ไฟฟ้า หรือ CO2 laser (หลีกเลี่ยง Aldara และ Podophyllin)

ควรพบแพทย์โดยเร็วหาก รอยโรคโตเร็ว มีเลือดออก เป็นแผลเรื้อรัง มีสีผิดปกติ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ติดเชื้อ HIV หรือได้รับยากดภูมิ) เพราะอาจต้องตรวจเพิ่มเติม

การดูแลหลังรักษาและการป้องกัน

  • รักษาแผลให้สะอาดและแห้ง ทายาตามที่แพทย์สั่ง
  • งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายสนิท (หรือตามที่แพทย์แนะนำ)
  • ไม่แกะสะเก็ดแผล และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • มาตรวจติดตามตามนัด เพื่อดูว่ามีรอยโรคใหม่ขึ้นหรือไม่
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ป้องกันไม่ได้ 100% เพราะเชื้อติดผ่านผิวหนังบริเวณที่ถุงยางไม่ได้คลุม
  • คู่นอนควรได้รับการตรวจด้วย
  • วัคซีน HPV ช่วยป้องกันหูดหงอนไก่และมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV ได้ ปรึกษาแพทย์ได้ว่าเหมาะกับคุณหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

หูดหงอนไก่กับหูดข้าวสุกต่างกันอย่างไร?

หูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อ HPV ส่วนหูดข้าวสุกเกิดจากไวรัสคนละชนิดและมักเป็นตุ่มผิวเรียบที่มีรอยบุ๋มตรงกลาง ตุ่มบริเวณอวัยวะเพศอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ จึงควรให้แพทย์ตรวจยืนยันก่อนเลือกวิธีรักษา ไม่ควรวินิจฉัยจากภาพหรือซื้อยากัดหูดมาใช้เอง

ที่ GLOVE CLINIC มีวิธีรักษาหูดอย่างไร และเลือกวิธีไหน?

แพทย์จะเลือกตามชนิด จำนวน ขนาด และตำแหน่งของรอยโรค รวมถึงสุขภาพและความสะดวกของคุณ ทางเลือกสำหรับหูดหงอนไก่อาจเป็นยาทาตามใบสั่งแพทย์ การจี้ด้วยสารเคมี การจี้ไฟฟ้า หรือ CO2 laser ส่วนหูดข้าวสุกต้องประเมินวิธีรักษาแยกต่างหาก เพราะยาและวิธีที่ใช้กับหูดหงอนไก่ไม่ได้เหมาะกับทุกกรณี

จี้หูดหรือเลเซอร์เจ็บไหม และต้องทำกี่ครั้ง?

การจี้ไฟฟ้าหรือ CO2 laser อาจใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความเจ็บ ระหว่างฉีดยาชาหรือหลังทำอาจรู้สึกแสบหรือระบมได้ จำนวนครั้งขึ้นกับจำนวนรอยโรค ตำแหน่ง และการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์จะประเมินแผนและนัดติดตาม ไม่สามารถรับประกันว่าหายทั้งหมดในครั้งเดียว

รักษาแล้วหูดกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

เป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะหูดหงอนไก่ เพราะการกำจัดรอยโรคไม่ได้หมายความว่ากำจัดเชื้อ HPV ได้ทั้งหมด ส่วนหูดข้าวสุกอาจมีตุ่มใหม่หรือรับเชื้อซ้ำได้ ควรไปตามนัดและให้แพทย์ตรวจหากพบตุ่มเพิ่ม วัคซีน HPV ช่วยป้องกันการติดเชื้อบางสายพันธุ์ แต่ไม่ใช่ยารักษาหูดที่เป็นอยู่และไม่ป้องกันหูดข้าวสุก

หลังรักษาหูดต้องดูแลอย่างไร และมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร?

ดูแลแผลและใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือเสียดสีบริเวณที่รักษา และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน ควรงดเพศสัมพันธ์ขณะยังมีรอยโรคหรือแผล และให้แพทย์แนะนำเวลาที่เหมาะสมในการกลับมามีเพศสัมพันธ์ ถุงยางช่วยลดความเสี่ยง แต่ไม่ครอบคลุมผิวหนังทุกบริเวณที่อาจแพร่เชื้อ

หากตั้งครรภ์หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ยังรักษาหูดได้ไหม?

สามารถให้แพทย์ประเมินการรักษาได้ แต่การเลือกยาและหัตถการต้องคำนึงถึงภาวะสุขภาพ ควรแจ้งหากตั้งครรภ์ อาจตั้งครรภ์ อยู่ร่วมกับ HIV หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันก่อนรักษา ไม่ควรเริ่มยาทาเอง โดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์ หากตุ่มโตเร็ว มีเลือดออก หรือเป็นแผลไม่หาย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม