294/1 Asia Building (11th Floor), Phyathai, Bangkok
ยูเรียพลาสมา/ไมโคพลาสมา

เป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหนองในเทียม
หนองในเทียม (Non-gonococcal urethritis – NGU) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยเช่นเดียวกับโรคหนองในแท้ โดยจะมีอาการที่เกิดคล้ายกัน แต่จะไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อหนอง Neisseria gonorrhoeae (เชื้อหนองในแท้) กล่าวคือถ้าไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อหนองในแท้ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มหนองในเทียมทั้งหมด โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในเทียมก็มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาจเป็นเชื้อแบคเรีย เชื้อไวรัส โปรโตซัวหรือเชื้อราก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Chlamydia trachomatis (พบได้ประมาณ 40%) รองลงมาคือเชื้อ Ureaplasma urealyticum (พบได้ประมาณ 30%)
สาเหตุ
เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในเทียมมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด โดยอาจจะเป็นเชื้อแบคเรีย เชื้อไวรัส โปรโตซัวหรือเชื้อราก็ได้ ซึ่งประมาณ 20% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะไม่ทราบเชื้อที่เป็นต้นเหตุอย่างแน่ชัด, ประมาณ 40% จะเกิดจากเชื้อคลามัยเดียทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย (เชื้อนี้มีพันธุ์ย่อยอีกหลายชนิด ซึ่งบางชนิดสามารถทำให้เป็นฝีมะม่วงได้), ประมาณ 30% เกิดจากเชื้อยูเรียพลาสมายูเรียไลทิคัม (Ureaplasma urealyticum) นอกจากนั้นยังอาจเกิดได้จากเชื้ออื่น ๆ เช่น เชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า ทริโคโมแนสวาจินาลิส (Trichomanas vaginalis), เชื้อไวรัสเริม เป็นต้น
มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ (โดยไม่สวมถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์) ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก ซึ่งรวมถึงการที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย หรือผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง ก็สามารถทำให้ติดเชื้อหนองในเทียมได้เช่นกัน (เพราะเชื้อหนองในเทียมสามารถติดต่อได้ทางทวารหนัก หรือจากการที่อวัยวะเพศสัมผัสกัน) นอกจากนี้ยังอาจติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกในขณะที่มีการคลอดปกติทางช่องคลอดได้อีกด้วย
กลุ่มเสี่ยง
ผู้ที่มีคู่นอนจำนวนมาก (ยิ่งมีคู่นอนมากเท่าไร โอกาสการติดเชื้อก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น), เด็กวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิงที่เยื่อบุปากมดลูกยังไม่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่ (มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นหากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว)
ระยะฟักตัวของโรค
หลังจากได้รับเชื้อมักจะแสดงอาการภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น
อาการ
- ในฝ่ายชาย ประมาณ 50% จะไม่มีอาการของโรคแสดงออกมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นมักจะมีอาการเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อประมาณ 1-4 สัปดาห์ โดยจะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด และมีหนองไหล ซึ่งจะมีลักษณะเป็นมูกใสหรือมูกขุ่น ๆ ไม่เป็นหนองข้นแบบหนองในแท้ และจะออกซึมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ออกมากแบบหนองในแท้ (ถ้าให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะลงในแก้วใส ๆ แล้วใช้ไฟฉายส่องดูจะเห็นเป็นเส้นขาว ๆ คล้ายกับเส้นด้ายลอยอยู่) ผู้ป่วยบางรายในระยะแรกอาจสังเกตว่ามีอาการแสบที่ท่อปัสสาวะ และมีมูกออกเล็กน้อยเฉพาะในช่วงเช้าเท่านั้น หากไม่ได้รับการรักษา อาการเหล่านี้อาจจะเป็นแบบเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี นอกจากนี้ยังอาจรู้สึกแสบหรือคันที่บริเวณอวัยวะเพศได้ด้วย
- ในฝ่ายหญิง ส่วนมากมักจะไม่มีอาการแสดงออกมา (มากกว่า 75%) ในส่วนน้อยอาจมีอาการตกขาว โดยแบคทีเรียจะทำให้เกิดโรคที่ปากมดลูกและที่ท่อปัสสาวะ ทำให้ผู้หญิงในกลุ่มนี้มักมีตกขาวผิดปกติหรือปัสสาวะแสบขัด ในกรณีที่การติดเชื้อลามไปถึงท่อนำไข่ อาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ แต่ในกรณีที่มีอาการ จะทำให้มีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง คลื่นไส้ มีไข้ ปวดท้องน้อยในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกผิดปกติในระหว่างรอบเดือน และการติดเชื้อหนองในเทียมยังสามารถกระจายไปที่ลำไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ที่ต่อกับทวารหนักได้ด้วย
- ทั้งสองฝ่าย หากมีเพศสัมพันธ์ทางปาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในลำคอ ก่อให้เกิดอาการเจ็บคอเรื้อรัง หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณทวารหนัก มีน้ำหรือเลือดออกจากทวารหนักได้
ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหนองในเทียมโดยที่มีหรือไม่มีอาการก็ตาม หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
- ในฝ่ายชาย มักจะไม่ค่อยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่บางรายอาจรู้สึกแสบหรือคันที่บริเวณอวัยวะเพศ อาจทำให้ท่อปัสสาวะตีบ ต่อมลูกหมากอักเสบ อัณฑะอักเสบ (มีอาการปวดบวมที่บริเวณลูกอัณฑะ) จนอาจทำให้เป็นหมันได้ ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ การอักเสบของข้อเนื่องจากการติดเชื้อหนองในเทียม ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก และในบางรายอาจพบว่ามีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง
- ในฝ่ายหญิง อาจทำให้เยื่อบุมดลูกอักเสบ ปีกมดลูกอักเสบ (อุ้งเชิงกรานอักเสบ) เกิดภาวะมีบุตรยากหรือเป็นหมันจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (ลักษณะดังกล่าวจะพบได้ประมาณ 10-15% ของผู้หญิงที่ไม่ได้รับการรักษา โดยการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ภายในรวมทั้งท่อนำไข่นั้น มักจะไม่มีอาการแสดงออกมา และมักจะก่อให้เกิดการทำลายอย่างรุนแรง ทั้งที่ท่อนำไข่ มดลูก และอวัยวะข้างเคียงที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งการทำลายนี้จะก่อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้)
- ทั้งสองเพศ อาจทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบได้ แต่จะพบได้น้อยมาก ในบางรายอาจเกิดกลุ่มอาการไรเตอร์ (Reiter’s syndrome) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะร่วมกับข้ออักเสบและเยื่อตาขาวอักเสบ นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคหนองในเทียมที่ไม่ได้รับการรักษา ยังอาจทำให้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วยเมื่อได้รับการสัมผัสเชื้อในช่วงเวลาดังกล่าว
การรักษา
- เมื่อมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นหนองในเทียม ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ควรแนะนำให้คู่นอนของคุณเข้ารับการตรวจรักษาที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน (หากคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ อีกคนจะต้องเข้ารับการรักษาไปด้วยไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม เพราะหากไม่รักษาจะมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีก)
- ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าเป็นหนองในเทียม แพทย์จะทำการตรวจยืนยันด้วยการนำสารคัดหลั่งหรือหนอง (เก็บได้จากปัสสาวะ สารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะเพศชาย หรือสารคัดหลั่งจากปากมดลูกเพศหญิง) ไปย้อมสีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อ ถ้าพบว่าเป็นโรคหนองในเทียมจริง แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะขนานใดขนานหนึ่ง
- ผู้ป่วยควรได้รับการเจาะเลือดตรวจวีดีอาร์แอล (Venereal Disease Research Laboratory – VDRL) และตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ตั้งแต่ก่อนรักษาครั้งหนึ่ง และต้องกลับมาตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 3 เดือนต่อมา เพื่อให้แน่ใจว่าหายแล้วและไม่ติดเชื้อดังกล่าว
- ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหนองในเทียมและไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้ และอาจทำให้ทารกติดเชื้อที่ดวงตาและระบบทางเดินหายใจในทารกแรกคลอดได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดตาแดงและปอดบวมขึ้นตามลำดับ (เมื่อทารกได้รับเชื้อในระหว่างการคลอด อาจทำให้ทารกเกิดอาการตาอักเสบหลังคลอดประมาณ 5-14 วัน แต่อาการมักจะมีความรุนแรงน้อยกว่าตาอักเสบจากการติดเชื้อหนองในแท้ ซึ่งในการรักษานั้นแพทย์จะให้ยาป้ายตาเตตราไซคลีน ป้ายตาวันละ 4 ครั้ง และให้ยาอิริโทรมัยซิน ในขนาด 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 21 วัน)
- ในระหว่างการรักษาผู้ป่วยควรงดการดื่มเหล้า และงดการมีเพศสัมพันธ์ออกไปก่อนจนกว่าตนและคู่นอนจะหายดี (ในฝ่ายหญิงที่สามีไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะมีโอกาสในการติดเชื้อซ้ำได้อีก ซึ่งการที่มีการติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคที่อวัยวะสืบพันธุ์อย่างอุ้งเชิงกรานอักเสบ หรือเกิดภาวะมีบุตรยาก)
โรคหนองในเทียมอาจเป็นเรื้อรังและรักษาให้หายได้ยากกว่าโรคหนองในแท้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะตรวจไม่พบเชื้อที่เป็นต้นเหตุ แต่สำหรับโรคหนองในเทียมที่เกิดจากเชื้อคลามัยเดีย (ซึ่งเกิดได้เป็นส่วนใหญ่) จะรักษาให้หายขาดได้ภายใน 14 วัน หากรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาพบว่าประมาณ 20-30% อาจหายจากโรคหนองในเทียมได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ และประมาณ 60% จะหายได้เองภายใน 8 สัปดาห์
การป้องกัน
- เลือกมีคู่นอนเพียงคนเดียว และจะแน่นอนยิ่งขึ้นหากคู่นอนได้รับการตรวจแล้วว่าไม่มีการติดเชื้อใด ๆ ส่วนวิธีอื่นที่ได้ผลก็ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี
- หลีกเลี่ยงการเที่ยวกลางคืนหรือการสำส่อนทางเพศ และถ้าจะหลับนอนกับคนอื่นหรือคนที่สงสัยว่าจะมีเชื้อ ควรใช้ถุงยางอนามัยเสมอ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้เกือบ 100% (ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ อาจจะได้ผลไม่เต็มที่ และยังมีโอกาสติดเชื้อได้บ้าง)
- ในผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีอายุ 25 ปีหรือน้อยกว่า และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปีและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่มีคู่นอนคนใหม่ หรือมีคู่นอนในช่วงเวลาเดียวกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคหนองในเทียมอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปีเพื่อความมั่นใจ และอาจจะตรวจมากกว่า 1 ครั้งต่อปีในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือตรวจตามคำแนะนำของแพทย์
- ควรดื่มน้ำก่อนร่วมเพศและถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ หรือฟอกล้างสบู่ทันทีหลังร่วมเพศ อาจช่วยลดการติดเชื้อลงได้บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ผลทุกราย
- กินยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคภายหลังการร่วมเพศอาจได้ผลบ้าง แต่ต้องเป็นยาชนิดและขนาดเดียวกันกับที่ใช้ในการรักษา (ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยคุ้มเท่าใดนัก สู้รอให้ผลตรวจออกมาหรือมีอาการแสดงออกมาแล้วค่อยรักษาไม่ได้ อีกทั้งยังไม่อาจป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย)
- การกินยาล้างลำกล้อง ซึ่งเป็นยาระงับเชื้อ (Antiseptic) ไม่ใช่ยาทำลายเชื้อ จึงไม่ได้ผลในการป้องกัน (ยานี้กินแล้วจะทำให้ปัสสาวะเป็นสีแปลก ๆ เช่น สีแดง สีเขียว)
- หากมีอาการที่บ่งชี้ว่ากำลังเป็นโรคหนองในแท้ หนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และรีบไปพบแพทย์ เพราะหากผลตรวจออกมาพบว่าเป็นโรคหนองในเทียม และผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังที่กล่าวมาได้ นอกจากนี้ยังต้องแจ้งให้คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยภายในช่วง 60 วันที่ผ่านมาได้ทราบเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาที่เหมาะสมจนกว่าจะหายดี ก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์อีกครั้ง
ที่มา : https://medthai.com/หนองในเทียม
Make Appointment
Relate content :

ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน: เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความมั่นใจและปลอดภัย
การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานที่ Glove Clinic ไม่ใช่เพียงแค่การเช็กความพร้อมทางร่างกาย แต่คือการแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อกัน เพื่อวางแผนสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ ป้องกันการส่งต่อโรคติดต่อทางพันธุกรรมและทางเพศสัมพันธ์สู่คู่รักและบุตรในอนาคต ทำไมการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานถึงสำคัญ? หลายคู่มองข้ามขั้นตอนนี้เพราะเห็นว่าต่างฝ่ายต่างดูแข็งแรงดี แต่ในความเป็นจริง โรคบางอย่างอาจแฝงตัวอยู่โดยไม่มีอาการแสดง (Asymptomatic) การตรวจสุขภาพจึงช่วยให้คุณ: กลุ่มโรคที่ควรตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานไม่ใช่แค่การเช็กความแข็งแรงทั่วไป แต่คือการคัดกรอง "โรคแฝง" ที่อาจไม่มีอาการ แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคู่รักและลูกในอนาคต นี่คือกลุ่มโรคสำคัญที่แพทย์แนะนำให้ตรวจครับ: กลุ่มโรคติดต่อทางพันธุกรรม (ที่ส่งต่อสู่ลูก) กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (ที่ส่งต่อสู่คู่รัก) กลุ่มโรคที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ (สำหรับฝ่ายหญิง) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรคทางกายทั่วไป) แพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานที่ Glove Clinic ครอบคลุมอะไรบ้าง? เรามีแพ็กเกจตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานที่รวมรายการเหล่านี้ไว้อย่างครบถ้วนในราคาที่คุ้มค่า พร้อมการแปลผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำแนะนำอย่างละเอียด เพื่อให้คุณและคนรักเริ่มต้นก้าวแรกของชีวิตคู่ได้อย่างมั่นใจที่สุดครับ ทำไมคู่รักควรเลือก Glove Clinic?
ตรวจ HIV รู้ผลใน 20 นาที: มั่นใจ รวดเร็ว และเป็นส่วนตัวที่ Glove Clinic
Glove Clinic ให้บริการตรวจ HIV ที่เน้นความรวดเร็วและแม่นยำสูงด้วยเทคโนโลยี 4th Generation โดยคุณสามารถทราบผลตรวจที่ชัดเจนได้ ภายใน 20 นาที พร้อมรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ส่วนตัวที่ปลอดภัยและเป็นความลับสูงสุด ตรวจ HIV รู้ผลเร็วดียังไง ความสำคัญของการ "รู้ผลใน 20 นาที" ในวันที่คุณมีความกังวล ทุกนาทีที่รอคอยมีค่าเสมอ การบริการที่ทราบผลได้ภายใน 20 นาทีช่วยตอบโจทย์: แม่นยำระดับสากลด้วย 4th Generation Screening แม้จะรู้ผลเร็วภายใน 20 นาที แต่ความแม่นยำคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด: ขั้นตอนการรับบริการที่กระชับและเป็นระบบ มั่นใจในความลับและพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) เราการันตีความเป็นส่วนตัว 100% เพราะเรารู้ว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อนสำหรับคุณ: ข้อดีของการตรวจ HIV: ทำไม "การรู้" ถึงดีกว่า "การไม่รู้" หลายคนอาจกังวลที่จะเดินเข้ามารับการตรวจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตรวจ HIV มีข้อดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจมากกว่าที่คุณคิด: หากผลตรวจ HIV เป็นบวก... จำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เราเข้าใจดีว่านาทีที่ทราบผลอาจเต็มไปด้วยความตกใจ…
ฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์: ป้องกันมะเร็งและหูดหงอนไก่
วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9) คือนวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ครอบคลุมที่สุดถึง 90% ของสาเหตุการเกิดมะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งทวารหนักและหูดหงอนไก่ ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน ทำความรู้จัก HPV HPV หรือ Human Papillomavirus คือเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมากผ่านการ "สัมผัส" โดยเฉพาะการสัมผัสทางผิวหนังหรือเยื่อบุระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ (แม้จะมีการสวมถุงยางอนามัยก็ยังป้องกันไม่ได้ 100% เพราะเชื้ออาจอยู่ที่บริเวณผิวหนังรอบข้างได้ครับ) เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เรามักจะแบ่งเชื้อ HPV ที่มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตาม "ความอันตราย" ดังนี้ครับ: 1. กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV) กลุ่มนี้ ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่จะทำให้เกิดความผิดปกติของผิวหนังแทน: 2. กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) กลุ่มนี้คือ "ตัวอันตราย" ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็ง: ทำไม HPV ถึงน่ากลัว? ข่าวดีคือ:…
การตรวจ HIV: ก้าวสำคัญสู่การดูแลสุขภาพที่คุณควรรู้
กำลังมองหาสถานที่ ตรวจ HIV กรุงเทพ ที่น่าเชื่อถือ? Glove Clinic ให้บริการ ตรวจ HIV รู้ผลเร็ว และเป็นส่วนตัว เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า BTS ราชเทวี
รักษาหนองใน: ทำความเข้าใจโรคและแนวทางที่ถูกต้อง
กำลังมองหาวิธี รักษาหนองใน ที่ถูกต้อง? บทความนี้อธิบายความแตกต่างของ หนองในแท้ vs หนองในเทียม, อาการใน หนองในผู้หญิง และ หนองในผู้ชาย พร้อมแนะนำการรักษาที่ Glove Clinic.
